สรุปคอร์ส : Fundamentals of Digital Marketing จาก Google Digital Garage ตอนที่ 2

มาแล้ว สรุปคอร์ส Fundamentals of Digital Marketing ตอนที่ 2 Make it easy for people to find a business on the web

เราจะทำยังไงได้บ้าง เพื่อให้ผู้คนหาเราเจอได้ง่ายขึ้นในโลกออนไลน์ เนื้อหาเกี่ยวกับการ Search ล้วนๆ 100% มีด้วยกัน 5 Modules (ยาวกว่าเดิมอีก 5555+) มาลองเรียนกันเลย


Module 5 : Get started with search

พื้นฐาน Search Engine

Search Engine แรกๆ เป็นโปรแกรมที่เรียกว่า Archie เปิดตัวในปี ค.ศ 1990 (30 ปีมาแล้ว) เป็นโปรแกรมที่ให้คนเข้าถึงเพื่อค้นหา filenames ซึ่งเป็นชื่อของ webpages แต่ Archie บอกเราไม่ได้ว่าอะไรอยู่ใน webpages เหล่านั้น

หลังจากนั้นไม่นาน ราวๆ 10 ปี + Search engines เช่น Google, Bing, Yahoo, ask.com, AOL, Baidu และ Yandex ก็ถือกำเนิดขึ้นตามๆ กันมา และทำงานด้วยระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อน เพื่อจัดเรียงสิ่งต่างๆ จาก webpages จำนวนมาก

Search engines ส่วนใหญ่แล้ว มีพื้นฐานการทำงานไปในทางเดียวกัน เมื่อมีคนต้องการค้นหาอะไรบางอย่าง พวกเค้าก็จะพิมพ์ คำ หรือ กลุ่มคำ ที่ต้องการลงไปในช่อง Search เราเรียกมันว่า Search query

จากนั้น Search engines จะนำ Search query ต่างๆ มาเปรียบเทียบดูจาก webpages กลุ่มต่างๆ จากนั้นทำการดึง webpages ที่ตรงกับ Search query มากที่สุด และแสดงผลให้กับคนที่ค้นหา โดยจะแสดงอยู่ใน Search results page

เป้าหมายของ Search engineS คือ สร้าง list ของ results ที่เกี่ยวของกับ Search query ให้ได้มากที่สุด เพื่อช่วยให้ตอบสนองความต้องการของคนที่ค้นหาสิ่งเหล่านั้น

Results page จะเป็นหน้าที่แสดง link เพื่อเข้าสู่ website ต่างๆ มีรูปแบบต่างๆ มากมาย เช่น Local business listing (มีตัวอย่างในบทความตอนที่ 1), สินค้าที่ขายบน Google Ads, รูปภาพ, แผนที่, วีดีโอ และอื่นๆ อีกมากมาย

การทำงานของ SEARCH ENGINE

แต่ละ Search engines ทำงานด้วยโปรแกรมของตัวเอง แต่ก็มีหลักการเดียวกัน ทำงานด้วยหลักง่ายๆ 3 ข้อ

  1. Crawling คือ ตรวจสอบ content ที่ได้รับอนุญาตให้ดู
  2. Indexing คือ จัดเรียง content แต่ละชิ้น
  3. Ranking คือ ตัดสินใจว่า content ไหนน่าจะมีประโยชน์ที่สุดสำหรับ users

Search engines จะทำการ Crawl ผ่านอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นหา content เช่น webpages, รูปภาพ และวีดีโอต่างๆ โดยผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำให้เข้าสู่ page ต่างๆ ได้ เรียกว่า crawler, spiders, bots

จุดประสงค์เดียวของ bots คือการไปที่ pages นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อมองหา Links รวมถึง content ใหม่ๆ เพื่อนำมาจัดเก็บเป็น index

Index เป็น list ขนาดใหญ่มากกกกกกกกกก ใช้ list webpages และ content ทั้งหมดที่ bots ตรวจพบ และถูกใช้แสดงผลในหน้า Search Results

Search engines อาจเจอ content ที่มีลักษณะเดียวกันที่อยู่คนละ websites สมมุติเราลองหาเครื่องชงกาแฟรุ่น ABC100 ก็จะพบว่า มีคำอธิบายสินค้าที่เหมือนกันอยู่บน websites หลายแห่งที่เกี่ยวกับเครื่องชงกาแฟ

Search results for same contents from various websites by Google

หากเราเป็นเจ้าของร้านขายเครื่องชงกาแฟ เราควรเขียนคำอธิบายสินค้าใหม่ด้วยตัวเอง เพื่อให้โดดเด่นจากที่อื่น

Write your own description by Google

Search Engines จะเปรียบเทียบ คำ และ กลุ่มคำ กับ index ที่มีและแสดงผลลัพธ์ที่ตรงกัน ส่วนการ Rank หน้า pages ของ Search Engines นั้นเป็นความลับ และมีมากมายเป็นร้อยๆ แบบ ส่วนใหญ่จะเป็นจำนวนที่ websites อื่นๆ link มาหา รวมถึงความสดใหม่ของ content ด้วย

SEARCH ENGINE มองเห็น WEB ยังไง

เมื่อเรา Search เพื่อหาอะไรสักอย่าง แน่นอนว่ามันต้องเข้าไปหาใน Index ที่เกิดจากการที่ Index รู้แล้วว่าเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร และเราสามารถปรับเปลี่ยน webpages ของเราเพื่อให้มั่นใจว่าจะไปโผล่อยู่ใน Search Results เมื่อมีการค้นหาสิ่งที่คล้ายกับเรา

Search Engines จะมอง web ไม่เหมือนกับที่เราเห็น แต่จะมองไปที่ Code HTML ที่อยู่เบื้องหลัง ส่วนแรกที่สำคัญของ page คือ Title สามารถจัดการได้ด้วย CMS (Content Management System)

How search engines see the web by Google

ถ้าเราใช้ CMS ช่วยปรับปรุง website จะช่วยให้ Search engines ทำการ Index Page ของเราได้อย่างเหมาะสม ทีนี้เราก็จะไปโผล่ในการค้นหาที่เกี่ยวกับเราแล้ว

นอกจากนั้นเรื่อง Text ก็สำคัญ เวลาเราเขียน Content ต้องพยายามคิดว่าคนที่มาอ่านจะค้นหาว่ายังไง เพื่อช่วยให้คนเหล่านั้นค้นหา website เราเจอ

alt tag

แม้แต่รูปภาพเองก็สำคัญ เพราะ Search engines ก็ยังเห็นเป็น Code อยู่ดี ดังนั้นควรตั้งชื่อรูปและอธิบายรูปให้ตรงกับสิ่งที่อยู่ในรูป การใช้ image.jpg จะไม่ช่วยให้เจอง่ายขึ้น

หากลองเปลี่ยนมาใช้ iced-peppermint-mocha.jpg จะช่วยให้รูปภาพนี้ถูกค้นหาเจอได้ง่ายขึ้นด้วย สิ่งเหล่านี้เรียกว่า alt tag

มารู้จักกับ Organic Search

Organic Search หรือ Unpaid search

เมื่อมีคนค้นหาคำว่า “เครื่องชงกาแฟ” เมื่อมีคนค้นหาคำว่า เครื่องชงกาแฟ โดยใช้ Search engines ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาจาก Organic Search จะอยู่ตรงกลางของ Page สิ่งที่แสดงออกมาคือผลของ Pages และ Search Query ที่ Match กันมากที่สุด (ในกรอบสีแดง)

ส่วนที่อยู่ด้านบนสุด รวมถึงด้านข้าง มักจะเป็นผลของ Paid Search ที่เกิดจากการยิงโฆษณา

Organic Search Results by Google

ผลของ Organic search ไม่สามารถจ่ายเงินเพื่อซื้อได้ หากอยากให้ Webpages ของตัวเองอยู่อันดับต้นๆ ก็วัดกันที่ คุณภาพ เท่านั้น และสิ่งนั้นเรียกว่า SEO (Search Engine Optimization)

หาก website ของเราเกี่ยวกับมาการอง แล้วต้องการให้ SEO ดีขึ้น ก็ควรทำ Content ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับ มาการอง เช่น ส่วนผสม, รูปภาพ แม้กระทั่งประวัติศาสตร์ของมาการอง

Improve Macarons SEO by Google

หากเราต้องการจะไปโผล่อยู่ในการ Search คำว่า “มาการองทำเอง” เราก็ต้องสร้าง content ที่เกี่ยวของกับมันด้วย เช่น มาการองทุกชิ้นที่ร้านนี้ทำเองกับมือ

มารู้จักกับ PAID SEARCH

Paid Search หรือ SEM (Search Engine Marketing)

เมื่อมีคนค้นหาคำว่า “ร้านกาแฟ กรุงเทพ” โดยใช้ Search engines จะเห็นว่ามี Pages ออกมาเยอะแยะมากมายจนเลือกไม่ถูก ทุก Section ไม่ว่าจะเป็น แผนที่, โฆษณา, Search Results

โดยเฉพาะ Ads หรือ โฆษณา (ในกรอบสีแดง) จะต่างกับในนิตยสารที่เป็นโฆษณารวมกันทุกสินค้า เพราะ Paid Search จะแสดงในสิ่งที่แต่ละคนสนใจ ที่สำคัญมันคล้ายกับ Organic Search มากๆ

Paid search for Coffee Shop by Google

ในทุกๆ ครั้งที่มีคนค้นหาอะไรก็ตาม เจ้าตัว Ads จะโผล่เข้าไปอยู่ในหน้า Search Results โดยที่เราไม่รู้ตัว Ads ที่ชนะเท่านั้นที่จะแสดงผลในหน้านี้ กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในไม่ถึงวินาที

Ads appear on search results by Google

Ads ไหนจะเป็นผู้ชนะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย

1.Bid (การประมูล)

นาย A ประมูล Keyword 1 คำ ในราคา 2 ปอนด์ นั่นหมายถึง นาย A จ่ายให้คำนี้ได้มากสุด 2 ปอนด์ หากคำที่นาย A ซื้อ ไปปรากฎอยู่บนหน้า Search Results แล้วไม่มีใครคลิกเลย หมายความว่านาย A ไม่ต้องจ่าย

บางทีใน 1 Ads อาจซื้อ Keywords เป็น 10ๆ คำเพื่อช่วยให้คนค้นหาเจอมากขึ้น การ Bid จะนำไปเทียบกันเฉพาะใน Industry ของตัวเอง รวมถึง Keyword ที่เหมือนกันด้วย

2.Quality (คุณภาพ)

Search engines จะให้คะแนนมากที่สุดกับ Ads ที่ซื้อ Keyword ตรงกับผลลัพธ์การค้นหาของ users หมายถึง เป็นไปได้ที่ Ads ที่เกี่ยวกับข้องกับการ Search จะแสดงผลได้มากกว่า แม้ Ads นั้นจะมีราคา Bid Keyword ที่ต่ำกว่า Ads อื่นก็ตาม

GOOGLE SEARCH CONSOLE คืออะไร

Google Search Console เป็น Tool ฟรีของ Google ที่ช่วยให้ website ของเรามี Traffic มากขึ้น (เพิ่งสมัครตอนเขียนบทความนี้เลย T_T) มาดูว่าเจ้าสิ่งนี้ทำอะไรได้บ้าง

1. Monitors your performance in google search results

ดูได้ว่า Google Search เห็นว่า Website เราเป็นยังไงบ้าง เห็นว่า Impression เท่าไหร่ ในแต่ละ Links และถูกคลิกเท่าไหร่ โดยจะมีค่า CTR (click through rate) แสดงอยู่ด้วย รวมคำไหนบ้างที่ช่วยพาคนเข้ามาที่ Website

2. CRawl and index report

Crawl Report ทำให้เห็นว่า Google สามารถเข้าถึง webpages ของเราได้ ทำให้ content ของเราถูกค้นหาเจอด้วย Google Search

Crawl Report

Index Report ทำให้เห็นว่า ข้อมูลอะไรบ้างที่ Google เก็บไว้ได้เกี่ยวกับ website ของเรา และบอกได้ว่า website ของเราสามารถเข้าถึงได้

Index Report

ใครมี website แบบแอดก็เข้าไปสมัครกันได้ https://search.google.com/search-console/about อย่าลืมไปเชื่อมต่อกับ Google Analytics ด้วยน้า


Module 6 : Get discovered with search

Intro to search engine optimization (SEO)

มารู้จัก SEO กันต่อดีกว่า website ที่ดีควรมี Potential ทั้ง Ads และ Organic ว่ากันว่าถ้าเราฆ่าคนแล้วไม่รู้จะเอาศพไปซ่อนที่ไหน ให้เอาไปซ่อนที่หน้า 2 ของ Google นั่นหมายความว่า หาก websites เราไม่ถูก search เจอในหน้าแรก ก็ยากมากที่จะทำให้ผู้คนหาเจอ

SEO จะช่วยให้ Search engines รู้ว่า websites เราเกี่ยวกับอะไร โดยเชื่อมโยงจากคำ หรือ กลุ่มคำ ที่อยู่บน websites ของเรา พูดง่ายๆ Search engines เหมือนกับนักจับคู่ โดยจับคู่ระหว่างคนที่ Search กับ Content ที่ใช่

แล้วจะทำอย่างนั้นได้ยังไงล่ะ ? Search engines จะล้วงลึก สแกนข้อมูลทุกอย่างบน websites เท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วก็ยังดูความ popular ของ websites (แงงง เมื่อไหร่ web นี้จะ pop มั่งน้อ) รวมถึงคนอื่นๆ หรือ websites อื่นๆ พูดถึง website นั้นว่ายังไงบ้าง

ที่ขาดไม่ได้ ก็เรื่องของ Keyword และ words ที่อยู่ใน code ของ website ส่วนต่างๆ นี้เองจะช่วยให้ Search engines หา web ที่ใช่ให้กับการ search ได้ และส่วนที่สำคัญอีกอย่าง คือ Geo location หากเราอยู่ที่ประเทศไทย ก็จะเจอ websites ของไทยก่อน แต่หากเรา search ที่ UK เราก็เจอ websites ของ UK ก่อน

กระบวนการทำ SEO

บอกก่อนเลยว่า ไม่มีทางลัดที่ช่วยให้คนที่สนใจสินค้าหรือบริการแบบเดียวกับเรา เห็น websites เราได้มากขึ้น

Keyword Research

สำรวจดูว่ามี คำ หรือ กลุ่มคำ ไหนที่ผู้คนใช้ในการ search เพื่อหาสินค้าหรือบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรา หากวันนี้เรามีฟาร์มและเริ่มทำบริการส่งผักและผลไม้สด เราต้องรู้ว่าผู้คน search ว่าอะไร เช่น วิธีการทำอาหามังสวิรัติ หรือ วัสดุย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เราก็ควรจะมี content ที่เกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้นด้วย

Related content by Google

เราอาจมีการ Post เมนูอาหารที่ใช้ผักและผลไม้ที่มีอยู่ในฟาร์ม ในทุกอาทิตย์ หรือเขียน content เกี่ยวกับ ชีวิตในฟาร์ม

Write a blog related to the farm by Google

การทำ SEO ไม่เคยมีวันจบ เพราะเทรนต่างๆ มาแล้วก็ไป Users เปลี่ยนพฤติกรรมได้ตลอดรวมถึง Search engines ก็พัฒนากันไม่หยุด งานของเราคือดูว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปนั้น impact อะไรกับเราบ้างและต้องรู้ว่าทำยังไงให้ดึงดูดคน โดยไม่ต้องเสียรายจ่ายเพิ่ม ด้วยการใช้ Organic traffic

4 Tips ที่ทำให้เราอยู่บนโลกของการ Search

  1. เรียนรู้วิธีการทำงานของ Search engines โดยการคอยติดตามการอัพเดท features และ algorithms ต่างๆ รวมถึงเทคนิคที่ช่วยในการ optimize websites
  2. ดูการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ว่ากระทบกับ website เรามากน้อยแค่ไหน เช่น ถ้า Search engines จะแสดงผล websites ที่เป็น mobile friendly จากการ Search บนมือถือ วันนี้ website ของเรายังไม่ได้ออกแบบให้เข้ากับมือถือ เราก็ต้องรีบเปลี่ยนละ
  3. หาแรงบันดาลใจจาก websites อื่นๆ แต่ไม่ใช่ลอกมาทั้งดุ้นนะ เช่นดูว่าเค้ามีการ active บน social networks มากน้อยแค่ไหน
  4. ถามลูกค้าของเราเองเลย จะได้ insights ที่ตรงที่สุด ถามเค้าว่า content อะไร หรือส่วนไหน ที่ขาดหายไปบน website ของเรา

How to Choose Keywords

การเลือกใช้ Keywords ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญเพื่อประสบความสำเร็จในเรื่อง SEO มีเทคนิคอยู่ 3 ข้อ

1. Frequency

จำนวนครั้งที่คำนี้ถูกค้นหา เราควรใช้คำที่ถูกค้นหาบ่อยที่สุดที่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของเรา

2. Competition

หากเราเป็น website ใหญ่ การใช้คำที่ถูกค้นหาบ่อยที่สุดจะทำให้เราอยู่อันดับต้นๆ ของ Search result อยู่แล้ว เช่น “fruit and veg” แต่หากเป็น websites ใหม่อย่าเพิ่งท้อ ยังมีโอกาสเหมือนกันโดยใช้ Keywords ที่มีการแข่งขันน้อยลงหน่อย

High volume SEO by Google

มี Keywords น้อยมากที่มีจำนวนในการ search สูง แต่มี Keywords จำนวนมาก ที่มีจำนวนการ search น้อย สิ่งนี้เรียกว่า Long-tail SEO

Long-tail SEO by Google

การใช้ Keywords High volume and Long-tail

High volume and Long-tail SEO by Google

3. Relevance

Keywords ที่เราเลือกควรจะใกล้เคียงกับสิ่งที่เรามีอยู่ หากคนเข้ามาใน website ด้วย Keywords = Strawberry แต่ใน website ขายแต่ Raspberry เพียงอย่างเดียว เค้าก็จะ Bounce ออกไป

ไม่จำเป็นต้องเพิ่ม Keywords ที่มากเกินไปหรือใช้บ่อยเกินไปใน Pages หรือเรียกกันว่า “Keyword stuffing” เพราะขัดกับ Search engines guideline


Module 7 : MAke search work for you

1. On Page Optimization

เป็นการปรับแก้สิ่งต่างๆ ภายใน website ของเราเอง ช่วยให้ Search engines เข้าใจ content ของเราได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น เช่น

วันนี้เราเป็นเจ้าของฟาร์ม (อีกแล้ว) ต้องการปรับหน้า web pages เกี่ยวกับ การเลือกผลไม้และผักสด มีหลายส่วนที่สามารถปรับให้ Search engines รู้ว่า page นี้เกี่ยวกับ ผลไม้และผักสด นั่นคือ Title, Meta tags, Headings, Page Copy

Title and Meta Tags

ทั้ง Title และ Meta Descriptions สำคัญมาก เพราะ Search engines ใช้ส่วนนี้ในการแสดงผลการ search ในแต่ละ Page จากตัวอย่าง ฝั่งซ้ายคือหน้า Page ฝั่งขวาคือหน้า Search Results ในกรอบสีแดง คือ ส่วนของ Title และกรอบสีฟ้า คือ Meta Descriptions

Title and Meta Descriptions by Google

ควรมีชื่อร้าน + Title อยู่ในส่วนของ Title เช่น Malonglearn Fruit and Vegetables และมี คำที่เป็น Title อยู่ในส่วนของ Meta Descriptions ด้วย เช่น Malonglearn Produce fresh Fruit and Vegetables to your home การตั้ง Meta Descriptions ที่ดีไม่ควรเกิน 2 ประโยค หรือสามารถใช้ Title เลยก็ได้ และอย่าลืมว่าต้องตรงกับสิ่งที่อยู่ในหน้านั้นด้วย

Example of good title and meta descriptions by Google

Headings and Page Copy

Heading ถูก embedded ในส่วนของ HTML code ส่วนใหญ่จะอยู่บนสุดของ Page เช่น Fresh Fruit and Vegetables

เพื่อสื่อความให้ Users เข้าได้ใจในทันทีว่า Page นี้เกี่ยวกับอะไร และยังช่วยให้ Search engines ทำงานได้ดีขึ้น

Headings by Google

Page Copy คือ การที่เราเอากลุ่มคำที่ใช้ เช่น Fresh Fruit and Vegetables มาใช้ซ้ำไปซ้ำมา เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะ Search engines จะมองว่าเป็น Spam

เมื่อเราเข้าใจใน 4 elements นี้แล้ว ก็จะช่วยในการ Optimize เพื่อให้ website ของเราอยู่ใน Top Ranking ได้

2. OFF-PAGE Optimization

เป็นการปรับปรุงให้ Search engines เจอเราได้ง่ายขึ้นจากภายนอก website ของเรา ทำให้คนรู้จักเราผ่าน content และการ promote บน social media โดยจะหลักๆ 2 ข้อที่ช่วยในเรื่องนี้คือ Backlinks, Social Media

Backlinks

Backlinks คือ link ที่มาจาก websites อื่นๆ เพื่อเข้ามายัง website ของเรา ถ้าเรามีจำนวน links เข้ามาที่ website เราเยอะ หมายความว่ามีคนจำนวนมากเชื่อว่า website ของเรามี content ที่ดี ! เหมือนเป็นจำนวนการโหวตเพื่อความมั่นใจ ตัว Search engines จะมองว่า website ของเราเป็น High-quality site ด้วยวิธีการนี้

สมัยก่อนมีคนจำนวนมากเอา link ของ website ตัวเองไปแปะตาม website ต่างๆ เพื่อให้ตัวเองมี Ranking สูงจาก Search results แต่ก็มีอีกหลายเคสที่พอเอา link ไปแปะแล้ว website ที่พาคนเข้ามา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ website เราเลย นั่นทำให้ถูกมองว่าเป็น Low-quality site และจะดันให้ website เหล่านั้นตกอันดับอย่างรวดเร็ว

ข้อสำคัญ คือ เราควรเอา link ไปแปะบน website ที่มีคุณภาพและเกี่ยวข้องกับเรา ง่ายที่สุดคือการสร้าง content ที่ดีและมีคุณภาพ (พยายามทำอยู่จ้า) บน website ของเรา เมื่อ website อื่นๆ เห็นว่ามันมีประโยชน์ต่อ audience ของพวกเค้าก็จะ refer มาถึงเราเอง สิ่งนี้เรียกว่า “Content Marketing”

Social Media

Search engines จะ Crawl ทุก Page ที่เข้าถึงได้รวมถึง Social media ต่างๆ ด้วย ดังนั้นควรใช้ช่องทางนี้เพื่อเข้าถึง Audience ที่มากขึ้นกว่าเดิม ช่วย Promote websites ให้มีคนรู้จักมากขึ้นทำให้คนเจอ content ของเรา และมี interaction ระหว่างกันด้วย

สรุป ! เราควรทำ content ที่มีคุณภาพ เพื่อให้ website ของเราเป็น Quality resource ที่จะดึงดูดผู้คนเข้ามา และผู้คนเหล่านั้นจะแชร์มันลงไปใน social media


เรามากันเกิน 50 % แล้วทุกคน อย่าเพิ่งท้อ สู้ๆ 5555


MODULE 8 : BE noticed with search ads

INTRO TO SEARCH ENGINE MARKETING (SEM)

และแล้วก็มาถึง SEM กันบ้าง แอดจะพาทุกคนมารู้จักกับ Paid Search หลายคนคงคุ้นเคยกับคำนี้อยู่แล้ว แม้จะไม่รู้ว่ามันทำงานยังไงก็ตาม

สมมุติวันนี้เรา Search หา “Wedding Photos” สิ่งที่อยู่บนสุด และด้านขวาของหน้า Search Results คือ SEM

SEM on search results page by Google

SEM ใช้พื้นที่นี้เพื่อโฆษณาให้กับ Potential Customers เมื่อเค้า Search ด้วย คำ หรือกลุ่มคำ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจต่างๆ ที่เรารู้จักกันแล้วในชื่อ Keywords

เจ้าของ Ads จะจ่ายเงินต่อเมื่อมีคนคลิกที่ Ads หาก Ads แสดงผลแต่ไม่มีคนคลิก เจ้าของ Ads ก็จะไม่ถูกเก็บเงิน ทำให้มันถูกเรียกว่าการโฆษณาแบบ Pay Per Click

SEM จะต่างจากการหว่านโฆษณาหรือ ส่งอีเมล เพราะการทำแบบนั้นอาจส่งข้อความของเราไปยังผู้คนที่ไม่ต้องการ แต่ SEM เป็นการโฆษณาให้กับคนที่สนใจค้นหามันอยู่แล้ว

SEM AUCTION

SEM ทำงานด้วยระบบการประมูล วันนี้ถ้าเราค้นหาโดยใช้คำว่า “Wedding photography” Search engines จะทำการจำกัด slot ของ Ads ที่แสดงในหน้า Search Results ดังนั้น Ads ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด ใครประมูลชนะก็ได้อยู่ต่ออะ

SEM Auction by Google

หลายคนคงสงสัยว่าประมูลกันยังไง ? ง่ายๆ เลย ลงเงิน ! หรือเรียกกันว่า Bid แน่นอนว่าจำนวนเงินจะส่งผลต่อการประมูลด้วย แต่แค่ Bid ยังไม่พอหรอกนะ ความเกี่ยวข้องของ Ads และ Keywords ก็มีส่วนสำคัญด้วย

Ads ที่แข็งแกร่งและอยู่รอดจะต้องชนะทั้งเม็ดเงิน และความเชื่อมโยงของ Ads และ Keywords และนี่คือเคล็ดลับที่ช่วยให้ Ads ประสบความสำเร็จในด้าน SEM

Bid

หากเรา Bid ให้ Keywords “Wedding photography” ไป 2 ปอนด์ ราคาที่เรา Bid จะเป็น Maximum cost per click หรือ Max CPC หากคู่แข่งเรา Bid คำเดียวกันในราคา 1 ปอนด์ เรา Bid เยอะกว่าดังนั้นเราเป็นผู้นำในการประมูล ปกติค่า Max CPC สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอด ดังนั้นควรสังเกตอยู่ตลอดว่าเรา Bid เหมาะสมหรือยัง เพื่อให้ Ads ของเรามี Performance ที่ดี

Relevance

ปกติจะมีคะแนนความ Relevance ตั้งแต่ 1 – 10 คะแนน ให้กับความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันระหว่าง Ads กับ Keywords

Search engines อย่าง Google และ Bing เรียกสิ่งนี้ว่า Quality Score หากมีคน Search ว่า “Wedding photography” และ Ads Headline ของเราเขียนว่า Wedding Photography in Bangkok ตัว Search engines จะพิจารณา Ads ว่ามีความเกี่ยวข้องกันสูงมาก ดังนั้น Ads นี้จะได้ High Quality Score

แต่หาก Ads Headline ของเราเขียนว่า Wedding Services in Bangkok จะเห็นว่า Ads ทั้งสองอันเกี่ยวกับ Weddings เหมือนกัน แต่อันนี้จะได้ Quality Score ต่ำกว่าเพราะเกี่ยวข้องน้อยกว่า

ตัวอย่าง : 2 Ads Bid Keywords เหมือนกัน

AdsMax CPCQuality Score
Ads A3 ปอนด์10
Ads B4 ปอนด์3
SEM Auction between Ads A and B

สิ่งที่ SEM ทำ คือ การเอา Max CPC * Quality Score

ดังนั้นผู้ชนะคือ Ads A แม้ว่าจะมีเม็ดเงินมากกว่า แต่ตัว Ads มีความเกี่ยวข้องมากกว่า ก็ทำให้ชนะได้

SEM Auction between Ads A and B by Google

Make your ads stand out

ท่ามกลางการแข่งขันของ Ads ในหน้า Search results เราต้องทำให้ Ads ของเราปังปุริเย่กว่าชาวบ้าน ลองดูว่าเราควรทำยังไงดี

เริ่มจากการตั้งชื่อ Ads Headline ให้เกี่ยวข้องกับการ Search ของคนให้ได้มากที่สุด วิธีต่อไปคือการ Special Offer Promotion ภายในระยะเวลาที่กำหนด (Timely offer) หากคลิกภายในระยะเวลานั้นจะได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าชาวบ้าน เช่น Get 25% off your first bill

หรืออาจจะเป็นการส่งฟรี Free shipping หากยอดซื้อเกินจำนวนที่กำหนด และที่สำคัญต้องมี Call to action ที่ชัดเจน บอกคนให้ชัดเจนว่าอยากให้เค้าเข้ามาทำอะไรบน website เช่น Make a reservation หรือ View our photo gallery


MODULE 9 : Improve your search campaigns

Improve your search campaigns

SEM ควรมี Structure ที่ดี ให้ง่ายต่อการ Search ทำให้ Ads ของเรามีความ Relevance ยกตัวอย่าง การยิง Campaign เริ่มจาก Google Ads

ใน Google Ads Account จะมี Campaigns (Google Ads -> Ads Account -> Campaigns) แต่ละ Campaigns มีหน้าที่ควบคุมสิ่งต่างๆ เช่น คุมงบประมาณในการยิง Ads ต่อวัน, พื้นที่ให้ Ads แสดงผล รวมถึง Advertising networks ที่ต้องการ

Ad Groups

ใน 1 Campaign สามารถสร้าง Ad groups ได้หลายอัน Ad groups เป็นกลุ่มของ Keywords และเราเอามันติดไปกับการยิง Ads ได้ การทำแบบนี้จะช่วยให้ Ads ของเรามีความ Relevance ขึ้น

หากเราเป็นช่างถ่ายภาพ และถนัดถ่ายรูปหลายแบบมาก เช่น งานแต่ง, เด็กเล็ก, ครอบครัว (เก่งจังอะ)

Various photo types by Google

ซึ่งในแต่ละ Campaign เราควรสร้าง groups สำหรับสินค้าแต่ละประเภท หากเป็นงานแต่งเราควรแยก Product ออกมาและสร้าง Ad Groups เช่น รูปงานหมั้น, ถ่ายรูปเจ้าสาว, ถ่ายภาพในงานแต่ง

Create Ad group by products by Google

หรือ ในกรณีที่เป็นการถ่ายภาพเด็กน้อย ก็ซื้อ Keywords แยกได้เหมือนกัน

Baby Ad group by Google

หากมีคน Search ว่า “Baby Photography” แน่นอนว่า Ads นี้ต้องแสดงผลแน่

Power of Ad group by Google

Get the most from your keywords

Google Keyword Planner

เจ้า Keyword Research Tool นี้เราสามารถพิมพ์คำที่เราจะเอาไปใช้เป็น Keyword ลงไปได้ เช่น ภาพถ่ายสัตว์เลี้ยง Tools ที่ว่า จะแสดงให้เห็นว่ามีคำอื่นที่เกี่ยวกับคำนี้ ที่คนใช้ในการ Search อีกไหม

ทำให้เราเห็นว่าคำไหนที่น่าจะเข้ากับ Campaign ใหม่ของเราจริงๆ เราอาจเจอว่าคน Search คำว่า รูปถ่ายสุนัข, ภาพถ่ายหมา พร้อมทั้งจำนวนของการ Search รวมถึงแนะนำราคาที่ควรใช้ในการ Bid

พอเรารู้แบบนี้แล้ว เราก็เอาไปใช้สร้าง Ad Group สำหรับ Keywords ที่เกี่ยวกับ ภาพถ่ายสัตว์เลี้ยง ได้ หลังจากนั้นเราก็เขียน Ads ให้เกี่ยวข้องกับทุก Keywords ที่อยู่ใน Ad Group นั่นเอง เห็นภาพเลยทีเดียว

Negative Keywords

Negative Keywords ใช้เลี่ยงไม่ให้ Ads ขึ้นทั่วไปหมด ช่วยประหยัดเงินได้ และยังเป็นการกำหนดให้ Ads แสดงได้ตรงเป้าหมายจริงๆ

โดยการใส่เครื่องหมาย ไว้หน้า Keyword ที่เราไม่ต้องการให้ Ads เราแสดง เมื่อมีคำนั้นๆ อยู่ในการ Search เช่น -ภาพม้า -ควายป่า -ไฮยีน่า -สิงโต 5555555+

Keyword Match Types

Broad Matching

Search Engines แสดง Ads ของเราได้หากมีแค่บางคำตรงกับ Keywords ของเรา มีประโยชน์ตรงที่เราไม่จำเป็นต้องกำหนดอะไรเพิ่มให้กับ Keyword เลย เช่น Singulars, Plurals และ Misspellings

แต่การทำแบบนี้มีข้อเสีย คือ มันอาจทำให้ Ads ขึ้นไปไม่ตรงเป้าหมายนัก เช่น ช่างภาพสัตว์เลี้ยงในกรุงเทพ หากมีคน Search ว่า หาช่างภาพต่างจังหวัด ก็มีโอกาสทำให้ Ads เราแสดงได้เหมือนกัน เพราะมีคำว่าช่างภาพอยู่

Phrase Match

Search Engines แสดง Ads ของเราได้หากมี Keywords ของเราอยู่ในคำค้นหาทั้งหมด เช่น Keyword คือ ช่างภาพสัตว์เลี้ยงในกรุงเทพ หากคน Search ว่า หาช่างภาพต่างจังหวัด ก็จะไม่แสดง Ads แต่ถ้า Search ว่า ราคาช่างภาพสัตว์เลี้ยงในกรุงเทพ ก็จะแสดง Ads

หากเราต้องการเปลี่ยนจาก Broad Match เป็น Phrase Match ให้ทำเครื่องหมาย ” “ ครอบไว้ที่ Keywords เช่น จากเดิม ช่างภาพสัตว์เลี้ยงในกรุงเทพ เปลี่ยนเป็น “ช่างภาพสัตว์เลี้ยงในกรุงเทพ”

Exact Match

อันนี้คือต้องเหมือนคำนั้นเป๊ะ 100% Ads ถึงจะแสดง เช่น Keyword คือ ช่างภาพสัตว์เลี้ยงในกรุงเทพ ต้อง Search แบบนี้เท่านั้น Ads ถึงจะแสดง แต่การทำแแบบนี้จะยิ่งทำให้จำกัดวงของการเห็น Ads น้อยลง อาจจะไม่ส่งผลดีกับเรานัก

ต้องเตรียมตัวเจอกับ Traffic ที่ Drop ลง แต่ข้อดีคือ Traffic เหล่านั้นก็มีคุณภาพมาก เพราะค้นหาตรงเป้า 100% เลยทีเดียว


จบแล้วทุกคนนนนนนนน ยาวไปไหมน้า


COURSE SUMMARY

จบไปแล้วสำหรับตอนที่ 2 ของ คอร์ส Fundamentals of Digital Marketing จาก Google Digital Garage กับ 5 Modules ด้วยกัน

  • Module 5 : Get Started with Search
  • Module 6 : Get Discovered with Search
  • Module 7 : Make Search work for you
  • Module 8 : Be Noticed with Search Ads
  • Module 9 : Improve Your Search Campaigns

แอดได้ความรู้ในเรื่องของ Search มากขึ้นเยอะเลย ทั้ง SEO และ SEM ที่แอดสงสัยมานานแล้วว่ามันทำงานยังไงน้า สารภาพตามความจริงว่าพยายามคัดเนื้อๆ มาแล้ว แต่เนื้อหามันเยอะมากจริงๆ

คิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากๆ สำหรับใครหลายๆ คนที่ยังคงงง หรือเคยได้ยินเรื่อง SEO, SEM แต่ยังไม่เข้าใจมันสักที มาลองเรียนไปพร้อมกันกับแอดเลย

ถ้าใครชอบฝากกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ คนอื่นเข้ามาอ่านกันด้วยน้า แอดจะรีบเขียนตอนต่อไปให้อ่านกันอีก ติชมได้ข้างล่างหรือที่เพจ Malonglearn – มาลองเรียน  ได้เลยจ้า

Follow Me !

Knowledge is everywhere, Take your first step !