สรุปคอร์ส: Foundations of Digital Marketing and E-commerce จาก Google

หลายๆ คนคงจำได้ว่า Google เค้าทำ Career Certificate ขึ้นมาสักพักละ ตั้งแต่ Data Analytics (แอดเรียนจบไปแล้ว) และก็ยังมี UX, IT PM อีกด้วย

ถึงคิวของชาว Digital Marketer และ E-Commerce กันสักที บทความนี้แอดจะสรุปเนื้อหาจากคอร์สแรก จากทั้งหมด 7 คอร์สใน Google Digital Marketing & E-commerce Professional Certificate

  1. Foundations of Digital Marketing and E-commerce 👈
  2. Attract and Engage Customers with Digital Marketing
  3. From Likes to Leads: Interact with Customers Online
  4. Think Outside the Inbox: Email Marketing
  5. Assess for Success: Marketing Analytics and Measurement
  6. Make the Sale: Build, Launch, and Manage E-commerce Stores
  7. Satisfaction Guaranteed: Develop Customer Loyalty Online

คำเตือน: คอร์สนี้เนื้อหาน่าจะแน่นนิดนึงแต่แอดจะพยายามย่อยให้เข้าใจง่ายที่สุดเพื่อคนอ่านทุกคนนนน 😁

Google เค้าบอกว่าการขายของครั้งแรกเริ่มที่ ปี 1994 จากชายที่ชื่อ Dan Kohn ในราคา 12.48$ บน website ที่เค้าสร้างขึ้นเอง จนวงการ E-commerce ล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน

Ecommerce History
Ecommerce History by Google

DIGITAL MARKETING คือ อะไร?

Digital Marketing คือ วิธีการที่ทำให้เราเข้าถึงผู้คนในโลกออนไลน์ผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อเปลี่ยนให้คนเหล่านั้นกลายมาเป็นลูกค้าของเรา 😍

ประโยชน์ของ DIGITAL MARKETING

  • ลดต้นทุน หรือ ลด Cost นั่นเอง!
  • เข้าถึงผู้คนได้มากมาย
  • วัดผลได้รวดเร็ว
  • สร้าง Relationship กับลูกค้าได้

ตำแหน่งงานสาย DIGITAL MARKETING

Roles in Digital Marketing
Roles in Digital Marketing & Ecommerce by Google

สกิลหลักๆ มี 3 สกิล

  1. Curious: เป็นคนช่างสงสัยอยู่ตลอด พยายามเรียนรู้สิ่งต่างๆ อยู่เสมอ
  2. Analytical Thinking: มีความคิดเชิงวิเคราะห์ เป็นขั้นเป็นตอน
  3. Storytelling: การเล่าเรื่องให้คนฟังเข้าใจได้ง่าย

In-House Roles vs Agency Roles

In-House Roles

เป็นการทำงานกับบริษัทใหญ่ๆ ที่มีธุรกิจ หรือสินค้าและบริการเป็นของตัวเอง เช่น ธุรกิจค้าปลีก ขายสินค้าต่างๆ

AGENCY ROLES

เป็นการทำงานเชิงที่ปรึกษาให้กับบริษัทใหญ่ๆ ที่ไม่มีทีม Digital Marketing หรือมีแต่ยังดีไม่พอนั่นเอง!

สิ่งที่ได้จากบริษัททั้งสองแบบก็ต่างกันด้วย

Inhouse vs Agency

แอดเองก็อยู่มาทั้งสองแบบก็เห็นด้วยตามนี้เลย

INCLUSIVE MARKETING

Inclusive Marketing คือ การทำการตลาดแบบมีส่วนร่วม การตลาดแบบโอบกอด ถ้าค้นใน Google ก็จะได้ประมาณนี้ ใจความสำคัญคือ ทำการตลาดให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้ ไม่ว่าจะเป็นเพศไหน สถานะไหน คนพิการก็ต้องสามารถเข้าถึงได้ สิ่งนี้จะทำให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย ลองอ่านบทความนี้เพิ่มเติมได้ คลิก

ประโยชน์ ของ Inclusive Marketing คือ เราตีแผ่และเผยแพร่เรื่องจริงออกไปสู่โลกภายนอก การทำแบบนี้ไม่เพียงแค่ดีต่อ Brand ของเรา แต่ยังดีสำหรับผู้คนที่ได้เห็นมันอีกด้วย! 👍


CuSTOMER JOURNEY คือ อะไร?

Customer Journey คือ เส้นทางที่เราได้จากการทำความรู้จักและเรียนรู้สินค้าหรือบริการนั้นๆ เพื่อตอบคำถามที่เรามีก่อนจะตัดสินใจซื้อ

เช่น ถ้าเราอยากรู้ว่าสินค้านี้ดีไม่ดี ก็พิม Brand นั้นแล้วต่อด้วยคำว่า Pantip 555+ สิ่งที่ได้จาก Customer Journey ก็คือ Touchpoints นี่เอง

Customer Journey
Example of Customer Journey by Google

TOUCHPOINT คือ อะไร?

Touchpoint คือ ทุกๆ Interaction ระหว่างการสั่งซื้อสินค้าและบริการ เช่น การเข้าไปยังช่องทางต่างๆ Google > Shopee > Call-center > Shopee > Purchased! 🙏

Marketing Funnel คือ อะไร?

Marketing Funnel คือ กระบวนการที่คนเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับ Brand จนกลายเป็น Loyal Customers

  • Awareness คือ ขั้นตอนที่คนจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของ Brand หรือสินค้า
  • Consideration คือ ขั้นตอนที่คนกำลังพิจารณาด้วยการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้ามากขึ้น เช่น การดูรีวิวสินค้า หรือถามเพื่อนที่เคยใช้ บางทีเราก็ได้ Lead จากขั้นตอนนี้ (Lead คือ การกรอกแบบฟอร์มเพื่อให้ Brand ติดต่อกลับภายหลัง)
  • Conversion คือ ขั้นตอนที่คนตัดสินใจซื้อสินค้า ตรงนี้สำคัญมาก ถ้าเราออกแบบ Flow การซื้อไม่ดี ลูกค้าอาจเปลี่ยนใจได้ทันที
  • Loyalty คือ ขั้นตอนปลายทางที่สุดที่ทุก Brand ฝันถึง คือการมีลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำตลอด เช่น Apple หรือ Samsung เป็นต้น
Marketing Funnel
Marketing Funnel by Google

จะเห็นได้ว่า Marketing Funnel จะคล้ายรูปกรวย และแต่ละ Stage จะเล็กลงเรื่อย หมายความว่าการที่เราจะพาคนจาก Awareness มาถึง Loyalty ได้ คือความท้าทายอย่างมาก 💪💪

ลองมาดู Tactics ที่ช่วยส่งเสริม และการวัดผลของแต่ละ Stage กันดีกว่า

1. Awareness Tactics

  • ปรับ Content บน Website ให้ครอบคลุมการ Search ของคน (เดี๋ยวมีต่อ Part SEO)
  • จ่ายเงินซื้อโฆษณาบน Website, Social Media, Email และ Video Platforms ต่างๆ เช่น Youtube
  • หา Partners เพื่อทำโปรโมชั่นร่วมกัน เช่น Shopee x Kbank มีบัตรเครดิต Shopee เป็นต้น
  • หา Influencers ที่เข้ากับ Target Audience ของเรา เช่น ถ้า Brand เราเกี่ยวกับสินค้าท่องเที่ยว ก็ให้ I Roam Alone เป็นคนช่วยโปรโมทสินค้าของเรา ทำให้ตรงกลุ่มมากยิ่งขึ้น เพราะคนท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็จะชอบดู Channel นี้อยู่แล้ว

การวัดผล Awareness 📏

  • Impressions คือ จำนวนครั้งที่ถูกมองเห็น เช่น ถ้าบทความนี้ถูกคนมองเห็น 1,000 ครั้ง ค่า Impressions = 1,000 (ช่วยกันแชร์ด้วยน้า กราบบบ) 🙏
  • Reach คือ จำนวนครั้งที่ถูกเห็นโดยไม่นับซ้ำ เช่น ถ้าบทความมีคนมองเห็น 10 คน แต่ถูกเห็น 1,000 ครั้ง ค่า Impressions = 1000 และ Reach = 10
  • Frequency คือ จำนวนครั้งที่ถูกมองเห็นของแต่ละคน โดยกำหนดจาก Timeframe เช่น เดือนนี้ นาย A เห็นแค่ 2 ครั้ง Frequency = 2

2. CONSIDERATION TACTICS

  • ยิงโฆษณาเกี่ยวกับสินค้าและหน้าต่างๆ ใน Website
  • เขียน Blog หรือ Content (แบบที่ทุกคนกำลังนั่งอ่านอยู่นี่แหละ), Newletters หรือจัดสัมนาออนไลน์ เพื่อช่วยเพิ่มข้อมูลให้คนที่สนใจสินค้าเรามากขึ้น
  • มีตัวอย่างให้ลองเล่น หรือ ลองใช้ฟรี 30 วัน อันนี้แอดว่าได้ผลมาก 555+

การวัดผล Consideration 📏

  • จำนวนครั้งที่คน Search เกี่ยวกับ Brand, สินค้าและบริการของเรา
  • จำนวนคนที่เข้า website เราครั้งแรก
  • จำนวน Pages ต่อ 1 คน เช่น นาย A เข้ามาเล่น Website เรา 3 Pages
  • ระยะเวลาที่คนอยู่บน website
  • จำนวน Lead ที่คนกรอกเข้ามาเพื่อรับข่าวสาร ส่วนใหญ่เราจะได้ Email จากสิ่งนี้

3. Conversion Tactics

  • มีข้อมูลสินค้าถูกต้องโดยละเอียด
  • Process การซื้อของทำได้ง่าย เช่น Shopee
  • มี Policy ในการคืนสินค้าชัดเจน อย่างน้อยลูกค้าอุ่นใจเผื่อสินค้ามีปัญหา
  • มีโฆษณาสำหรับสินค้าตัวยืนที่ต้องการโปรโมท
  • Website มี UX/UI ที่ดีใช้งานได้ง่าย ไม่งงว่าแต่ละปุ่มอยู่ตรงไหน ถ้าออกแบบไม่ดีเหมือนเราเดินหลงอยู่ในห้าง ทำให้เราหาสินค้าไม่เจอ สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อ

การวัดผล CONVERSION 📏

  • จำนวน Conversion เช่น ยอดขาย จำนวนครั้งที่กดสมัครสมาชิก จำนวน Transaction ที่เกิดขึ้น
  • ระยะเวลาทั้งหมดที่ทำให้เกิด Conversion
  • ต้นทุนต่อ 1 Conversion
  • จำนวนเฉลี่ยของ Touchpoint เช่น ต้องผ่านถึง 5 ช่องทาง
  • จำนวนเฉลี่ยของ Basket Size เช่น 350 บาท ต่อ Transaction

4. LOYALTY TACTICS

  • ประสบการณ์ที่ดีทั้งในระหว่างการซื้อจนถึงหลังการซื้อ จะทำให้ลูกค้าจดจำเราไปตลอดและเป็น Brand ที่อยู่ในใจลูกค้า

อันนี้แอดขอเล่าประสบการณ์ตรงเพิ่มนิดนึง ล่าสุดแอดสั่งแคปซูลกาแฟของ Nespresso ไป แต่ว่าเค้าจัดส่งล่าช้ากว่ากำหนด แอดก็เลยทักไปในเพจถามว่าทำไมถึงช้ากว่ากำหนด เพราะสั่งล่วงหน้าตั้ง 4 วัน

สุดท้าย Call-center โทรมาพูดคุยถึงเหตุผลว่า เกิดจากการวางแผนขนส่งผิดพลาดของ บ.ขนส่ง แล้วก็ขอโทษแอดรัวๆ และบอกว่ารอบหน้าถ้าสั่งแคปซูลกาแฟอีกจะได้แคปซูลกาแฟ Limited Edition แถมให้อีก 1 แพคด้วย รอบหน้าแอดก็ตัดสินใจว่าจะสั่งต่อ เพราะเค้าดูแลลูกค้าดี เห็น User Experience สำคัญ 👍

  • Follow-up Emails เช่น การส่งอีเมลมาแสดงความยินดีวันเกิด หรือ วันครบรอบของการเป็นสมาชิก
  • Rewards Programs เช่น การสะสมแต้มแลกของรางวัลเก๋ๆ
  • Social Media Engagement เช่น การมี campaign สื่อสารกับลูกค้าใน Facebook Fanpage เป็นต้น

การวัดผล Loyalty 📏

  • อัตราการกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้าคนเดิม
  • ระยะเวลาระหว่างการซื้อครั้งที่แล้วกับครั้งปัจจุบัน เช่น 2 อาทิตย์
  • จำนวน Order ของลูกค้า
  • อัตราการกด Activate Account หลังจากสมัครสมาชิก
  • การมี Engagement กับ Rewards Programs

BRAND คือ อะไร?

Brand คือ สิ่งที่ธุรกิจหรือองค์กรถูกรับรู้ หรือมองเห็นจากโลกภายนอก ไม่ใช่สินค้าและบริการ เช่น

  • ถ้าพูดถึง Apple จะนึกถึง การออกแบบที่มินิมอลและดูไฮโซ
  • ถ้าพูดถึง Tiktok จะนึกถึง การเต้นหรือวีดีโอแปลกๆ
  • ถ้าพูดถึงนายก จะด่ๆดรไนๆ่ดปน่ดนยหฟกด

โอเคไปกันต่อดีกว่า

มีปัจจัยมากมายที่อาจส่งผลต่อ Brand ได้ เช่น วัฒนธรรมองค์กร, การออกแบบ เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น Netflix เราจะนึกถึงวัฒธรรมองค์กรที่มีแต่คนเก่ง เงินเดือนสูง และที่นี่กฎคือไม่มีกฎ!

BRAND EQUITY คือ อะไร?

Brand Equity คือ คุณค่าที่ลูกค้าให้กับสิ่งที่ Brand นึงนำเสนอ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสินค้าและบริการที่คล้ายกันของอีก Brand

ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว Brand ใหม่ๆ ต้องใช้แรงเยอะมากที่จะทำให้ลูกค้า Switch Brand ยกตัวอย่าง คุณแม่ของแอดละกัน เวลาซื้อน้ำปลาหรือกะทิ เค้าก็จะมี Brand ในดวงใจเค้าอยู่แล้ว ต่อให้มี Brand ใหม่ที่ราคาถูกกว่าและส่วนประกอบเหมือนกัน ยังไงเค้าก็ไม่เปลี่ยนใจ Rotalty จัดๆ


เรามากันได้ประมาณครึ่งทางแล้วทุกคนน ไปกันต่อ! 💪

DIGITAL MARKETING STRATEGY

Digital Marketing Strategy คือ แผนหรือกลยุทธ์ที่ทำให้บรรลุเป้าหมายบนช่องทางออนไลน์เพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจ เป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจควรมี

ก่อนที่จะเริ่มวาง Strategy สิ่งที่ทำคัญที่สุด คือ การทำ Audience Research เพื่อหาว่ากลุ่มคนที่สนใจสินค้าเราลักษณะแบบไหน เพื่อเราจะได้ Set Goals ได้อย่างถูกต้อง

อีกคำที่สำคัญที่ควรรู้ คือ Media Mix

Media Mix คือ การเอาช่องทางออนไลน์มาปั่นรวมกันแบบน้ำปั่นเลย 555+ เพื่อไปให้ถึง Goals ที่ตั้งไว้ และจัดวางงบประมาณให้เหมาะสมในแต่ละช่องทาง

PLAN AN EFFECTIVE DIGITAL MARKETING STRATEGY

  • Research Your Audience
  • Set Goals
  • Review Existing Media for Gaps
  • Select Marketing Channels
  • Plan Content
  • Measure and Analyze Results

หลังจากเราทำ Research เกี่ยวกับ Audience ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของสินค้าเราเรียบร้อยแล้ว ก็มาเริ่มตั้ง Goals ได้เลย

Goals

Goals มักแบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ

1. Business Goals

เป็นการวางเป้าหมายหรือผลลัพธ์ทางธุรกิจ แบบ Long-term ที่จะส่งผลทั้งธุรกิจในทุกระดับ ส่วนใหญ่แล้วจะตั้งกันประมาณนี้

  • เพิ่มผลกำไร
  • เพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่
  • พัฒนาการบริการลูกค้าให้ดีขึ้น
  • ทำให้การทำงานรวดเร็วขึ้น
  • ออกสินค้าและบริการใหม่ๆ

2. Marketing Goals

เป็นการกำหนดเป้าหมายที่เจาะจงกว่า โดยเน้นไปทางการตลาดเพื่อ Support Business Goals ที่ใหญ่กว่า หรือเป็น Subset ของ Business Goals นั่นเอง ส่วนใหญ่จะตั้งกันประมาณนี้

  • ทำให้คนรู้จัก Brand มากขึ้น
  • เพิ่มจำนวนคนที่ใช้งาน Website
  • หาคนมากรอกแบบฟอร์มเพื่อเก็บข้อมูลลูกค้า
  • ช่วยเพิ่มยอดขาย หรือ Conversions

ตัวอย่างความเกี่ยวข้องกันระหว่าง Goals ทั้ง 2 ประเภท

Business Goal: ต้องการเพิ่มจำนวน Active Customers มากกว่า 25% ในสองปีข้างหน้า โดยทำการเพิ่ม 5 Features ที่ถูกร้องขอมากที่สุดลงใน Software ของเรา

Marketing Goal: เราจะเพิ่มยอด Lead อย่างน้อย 40% ในปีหน้า โดยการเพิ่มจำนวนโฆษณามากขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกของ Funnel ซึ่งจะเน้นไปที่ Features ใหม่ๆ และเพิ่มงบประมาณในช่วงกลางของ Funnel อีก 20%

จะเห็นเลยว่า Marketing Goal ที่ตั้ง จะทำให้ช่วยบรรลุ Business Goal ได้ด้วย

Business Goal and Marketing Goals
Business Goal and Marketing Goals by Google

MEDIA TYPE

Media Type คือ ประเภทของสื่อ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ Paid Media, Owned Media และ Earned Media

Media Type
Media Type by Google

PAID MEDIA

Paid Media คือ รูปแบบของสื่อที่ Brand ต้องเสียเงินเพื่อแสดงผลบนออนไลน์

  • Banner Ads
  • Video Ads
  • Social Media Ads
  • Shopping Ads
  • Pop-ups

OWNED MEDIA

Owned Media คือ รูปแบบของสื่อที่ Brand ควบคุมได้ 100%

  • Website Content
  • Blogs (ที่ทุกคนกำลังอ่านอยู่นี่ไงงง)
  • eBooks
  • Social Media Content
  • Whitepapers
  • Case Studies

Earned Media

Earned Media คือ สื่อที่ถูกสร้างขึ้นมาจากลูกค้า หรือการแนะนำจากโลกภายนอกและมีผลดีกับ Brand

Earned Media by Google
  • Social Media Mentions
  • Blog Posts
  • Written or Video Reviews
  • Positive Press Coverage

Search Engine Optimization

Search Engine Optimization หรือที่เรียกติดปากกันว่า SEO คือ เทคนิคที่ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มทั้ง Quantity และ Quality Traffic เข้าสู่ Website

ถ้า Website ทำ SEO ได้ดี เมื่อคนเข้าไป Search ใน Google ก็จะถูกถีบขึ้นมาอยู่อันดับต้นๆ ของหน้า SERPs (SERPS คือ Search Engine Results Pages หน้าที่เป็นผลลัพธ์หลังการกด Search)

SEO SERPs
SEO SERPs by Google

พื้นฐานของการทำ SEO

1. Keyword Research

Keyword Research คือ การทำ Research เกี่ยวกับ Keyword ที่คนมักใช้ค้นหาสิ่งที่เราต้องการจะเสนอ เช่น สินค้าหรือบริการ เพื่อเอา Keyword เหล่านั้นมาทำเป็น Content บน Website

2. Quality Content

Quality Content คือ การทำ Content ให้สัมพันธ์กับ Keyword ที่คนใช้ค้นหา เช่น ถ้าเราเป็นบริษัทขายเสื้อยืดแต่ใน Website เรามีคำว่าเสื้อยืดน้อยมาก แต่มีคำว่ากางเกงเยอะมาก คนที่ Search คำว่าเสื้อยืดก็จะไม่ค่อยเจอ Website เรา

อีกมุมนึงคนที่ Search คำว่ากางเกง เมื่อเข้ามา Website เรา แต่เค้าเจอแต่เสื้อยืด ทำให้เค้าปิด Website เราอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เป็น Bad Quality Content

3. Website Structure

Website Structure คือ การออกแบบโครงสร้าง Website ให้เข้าถึงง่ายและเป็นระเบียบเพื่อให้ Google สามารถจัดการ Index ได้ง่ายและเข้าถึง Keyword รวมถึง Content ได้อย่างรวดเร็ว เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อันดับในหน้า SERPs ดีมากขึ้น

Website Structure
Website Structure by Google

Keyword Stuffing

Keyword Stuffing คือ การที่เราประโคม Keyword นั้นๆ มากเกินไปในหน้า Website ทำให้ Google ลงโทษให้ไม่ถูกมองเห็นในหน้า SERPs

How To Avoid Keyword Stuffing?

  • เขียนมากกว่า 300 คำใน Webpage (ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้น่าจะเลย 1,000 คำมาแล้วสำหรับบทความนี้ 555+)
  • ใช้ Keyword ให้น้อยกว่า 2% หมายถึง 2% จากคำทั้งหมดใน Webpage ควรเป็น Target Keyword
  • คิดก่อนทำ ว่าจะเอา Keyword ไว้ตรงไหน เช่น Title, Subheading, 1st Paragraph เป็นต้น ลองดูตัวอย่าง Keyword Stuffing จากรูปด้านล่าง
Keyword Stuffing
Example of Keyword Stuffing by Google

Search Engine Marketing

Search Engine Marketing หรือที่เรียกติดปากกันว่า SEM คือ กระบวนการเพิ่ม Traffic เข้าสู่ Website ด้วยการใช้พลังเงินซื้อ Paid Ads เพื่อให้หน้า Website ของเราไปโผล่อยู่ด้านบนของหน้า SERPs (บนแบบบนสุดๆๆๆ บนกว่า SEO)

SEM SERPs
SEM SERPs by Google

Ad Auction

Ad Action คือ การประมูลพื้นที่ Ads เพื่อให้แสดงผลบนหน้า SERPs

การวัดผลของ SEM 📏

  • Pay-Per-Click Advertising (PPC) คือ ประเภทของ Ads ที่ต้องจ่ายเงินต่อเมื่อมีคนมาคลิกโฆษณาของเรา
  • Cost-Per-Click (CPC) คือ ราคาที่เราต้องจ่ายเมื่อมีคนคลิก PPC Ads

Social Media Marketing

Social Media Marketing คือ การทำการตลาดบน Platform Social Media เพื่อเพิ่ม Engagement กับลูกค้าและโปรเมท Brand และ Products

Five Pillars of Social Media Marketing

  1. Strategy
  2. Planning and Publishing
  3. Listening and Engagement
  4. Analytics and Reporting
  5. Paid Social Media

1. Strategy

  • รู้ว่า Audience ของเราหน้าตาเป็นอย่างไร และมักใช้ Social Media Platform ไหน เช่น ถ้าเป็น Brand วัยรุ่น อาจจะไปใช้ Tiktok มากกว่า Facebook
  • เข้าใจ Goals อย่างชัดเจน เพื่อสื่อสารได้ถูกต้อง
  • สร้าง Content ที่เกี่ยวกับ Brand และทำให้เป็น Viral

2. Planning and Publishing

  • รู้ว่าควรโพสเวลาไหน ⏲
  • รู้ว่าควรโพสบ่อยแค่ไหน (แอดก็รู้ แต่ทำไม่ได้จริงจริงงงงงงง) 😢

3. Social Listening and Engagement 👂

  • Track and Analyze เกี่ยวกับ Social Conversation หรือการ Mentions ที่เกี่ยวกับ Brand ของเรา ทำให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ Brand ของเราได้อย่างทันท่วงที แอดมียกตัวอย่างประสบการณ์ของแอดอีกแล้ว

แอดซื้อบ้านที่โครงการนึง แล้วปรากฏว่าน้ำรั่ว แอดเลยแจ้งไปที่บริการหลังการขาย แต่รอมาเดือนกว่าๆ เรื่องไม่คืบหน้า แอดเลยใช้พลังของชาวเน็ต โดยการไปโพสใน Pantip และ Mentions ถึงโครงการไปเลย

ทีนี้วันต่อมาช่างนัดเข้ามาแก้ทันที ตอนที่กำลังพิมอยู่นี่ ช่างกำลังทุบบ้านเพื่อหาจุดน้ำรั่วอยู่ นั่นหมายความว่า Brand นี้เค้ามี Social Listening Tools เพื่อใช้ในการติดตาม Social Conversations นั่นเอง Tools ที่ว่าหน้าตาประมาณนี้

Mandala Analytics
Mandala Analytics by Marketing Tech Thailand
Zocial Eye
Zocial Eye ของ Wisesight by Marketing Tech Thailand

4. Analytics and Reporting

  • รู้ว่า Campaign ไหนที่น่าทำต่อ หรือควรเลิกทำ
  • สื่อสารผลลัพธ์ได้ง่าย
  • ใช้ Insights ที่ได้ในการดู Trends และพัฒนา Strategy ใหม่ๆ ในอนาคต

5. Paid Social Media

  • ขยายการเข้าถึงของ Brand ได้
  • Remarket Product คือ การส่งโฆษณาสินค้าที่คนเหล่านั้นเคยดู หรือเคยหยิบใส่ตะกร้าแต่ยังไม่กดซื้อ
  • ส่งโฆษณาที่ต่างกันในกลุ่มคนแต่ละกลุ่ม
  • เพิ่ม Email lists

Build Relationships With Email Marketing

SPAM (JUNK MAIL)

Spam คือ อีเมลที่ไม่มีใครต้องการ ถูกส่งให้ผู้รับจำนวนมาก เพื่อจุดประสงค์ที่ไม่ดี ใช่การหลอกให้คลิก Link เพื่อหลอกเอาข้อมูล จะต่างกับ Email Marketing และส่วนใหญ่ Spam Email เหล่านี้จะถูกระบบของ Google คัดออกไปไว้ใน Spam อยู่แล้ว

Email Marketing 📩

Email Marketing คือ อีเมลที่ Brand ส่งให้กับ Subscribers หรือสมาชิก เพื่อแชร์ข้อมูลข่าวสารที่สำคัญรวมถึงโปรโมชั่น ส่งผลให้เพิ่มยอดขายและสร้าง Community

Email Segmentation 📨

Email Segmentation คือ การแบ่งกลุ่มอีเมลของ Subscribers ให้เล็กลง กลายเป็น Segment ต่างๆ โดยมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน เช่น ความชอบ ความสนใจ ตำแหน่งหรือจังหวัดที่อยุ่ รวมถึงรายได้และประวัติการซื้อ เพื่อทำการส่งโปรโมชั่นหรือโฆษณาสินค้าให้ถูกกลุ่มนั่นเอง ทำให้ต้นทุนในการส่งอีเมลลดลง

Personalization EMAIL 💌

Pesonalization Email คือ การส่งอีเมลถึง Subscribers แต่ละคนโดยระบุชื่ออย่างชัดเจน ในความเป็นจริงแล้วก็ส่งหาหลายคนแต่เอาชื่อของ Subscribers มาใส่ในอีเมลเพื่อเพิ่มความใกล้ชิดมากขึ้น ลองดูตัวอย่างที่เมลที่แอดได้จาก nocnoc


Measure Progress With Performance Marketing

Performance Marketing

Performance Marketing คือ กระบวนการที่ใช้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าเพื่อวางแผนรวมถึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การขายและการตลาด เทคนิคที่มักชอบใช้ คือ การทำ Personalization

Personalization

Personalization คือ การที่ Brand ใช้ข้อมูลของลูกค้ามาตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากที่สุด ลูกค้าไม่ต้องเลือกเองแต่ Brand เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ ซึ่งแต่ละคนจะได้รับไม่เหมือนกัน ที่เราเห็นส่วนใหญ่คือ Product Recommendation

  • การส่งอีเมลให้แบบระบุชื่อรายคน
  • ส่งโปรโมชั่นหรือของขวัญให้ในวันสำคัญ เช่น วันเกิด
  • ส่งข้อความให้ตรงกับ Funnel ที่เค้าอยู่ เช่น ส่งรีวิวสินค้าที่ลูกค้าคลิกดูบ่อย
  • ติดตามประวัติความเคลื่อนไหวล่าสุดของลูกค้า

การวัดผล Performance Marketing 📏

  • ROAS (Return On Ad Spend) คือ รายได้ที่ได้รับเมื่อเทียบกับต้นทุนที่จ่ายไป
  • CLV (Customer Lifetime Value) คือ ยอดขายเฉลี่ยที่เกิดจากลูกค้าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ต้องการ

มารู้จักกับ Attribution Model

Attribution Model คือ การให้เครดิตกับ Content หรือ ช่องทางต่างๆ ที่ทำให้เกิด Conversions ไม่ว่าะเป็น การกรอก Lead, ซื้อของ หรือสมัครสมาชิก ว่าช่องทางไหนมีผลทำให้เกิด Conversion หรือมีส่วนร่วมให้เกิด Conversion มากน้อยแค่ไหน

Attribution Model Type

  • Data-driven
  • First Click
  • Last Click
  • Linear

Data-Driven Attribution

Data-driven Attribution คือ การวัดผลจาก Customer Engagement ด้วย Marketing Content ข้ามไปมาระหว่างช่องทางต่างๆ เพื่อเข้าใจว่า Contents หรือ Channels ไหนที่ส่งผลทำให้พวกเค้าเข้ามา Take Action

แต่ต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากเพื่อใช้เทคนิค Machine Learning ช่วยหา Pattern และให้น้ำหนักของแต่ละ Contents หรือ Channels ถ้าข้อมูลยังมีไม่มากก็ใช้ Attribution อื่นแก้ขัดไปก่อนได้

First Click Attribution

First Click Attribution คือ การให้เครดิตหรือน้ำหนักกับ First Touchpoint ของทั้ง Journey ที่ทำให้เกิด Conversion ลองดูตัวอย่าง

สมมุตินาย A ต้องการซื้อแก้วน้ำเก็บความเย็นสักใบ เริ่มจาก

  1. พิมค้นหาใน Google ว่า แก้วน้ำเก็บความเย็น จากนั้นผลลัพธ์ในหน้า SERPs ก็มีทั้ง Link SEO และ SEM
  2. นาย A กดลิ้งที่เป็น SEO เพื่อเข้าไปสู่ Website ขายแก้วเก็บความเย็น
  3. นาย A ดูรีวิวจาก Facebook Fanpage ของสินค้านั้นก่อน
  4. นาย A กลับมาที่ Website ขายแก้วเก็บความเย็นอีกที แล้วกดซื้อสินค้า

First Click Attribution จะให้เครดิตกับ Google SEO เป็นตัวทำให้เกิด Conversion

Last Click Attribution

Last Click Attribution คือ การให้เครดิตหรือน้ำหนักกับ Last Touchpoint ของทั้ง Journey ที่ทำให้เกิด Conversion

จากตัวอย่างด้านบน Last Click Attribution จะให้เครดิตกับ Direct Website เป็นตัวทำให้เกิด Conversion 100%

Linear Attribution

Linear Attribution คือ การให้เครดิตหรือน้ำหนักเท่ากันทุกๆ Touchpoint ของทั้ง Journey ที่ทำให้เกิด Conversion

ใครเคยใช้ Google Analytics จะมี Attribution Model อีกมากมายให้ลองเลือกใช้กันดู อ่านเพิ่มได้ที่นี่ คลิก


จบแล้วสำหรับบทความนี้ ยาวมากๆ ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบ เรียนจบก็โพส Certificate เพื่อเป็นความภูมิใจของหมู่บ้าน ติดตามตอนต่อไปจ้า

  1. Foundations of Digital Marketing and E-commerce 
  2. Attract and Engage Customers with Digital Marketing
  3. From Likes to Leads: Interact with Customers Online
  4. Think Outside the Inbox: Email Marketing
  5. Assess for Success: Marketing Analytics and Measurement
  6. Make the Sale: Build, Launch, and Manage E-commerce Stores
  7. Satisfaction Guaranteed: Develop Customer Loyalty Online

Follow Me !

Knowledge is everywhere, Take your first step !

 185 total views,  2 views today